ความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ฉบับปีพุทธศักราช 2525 ให้นิยามคำว่าตะกร้อไว้ว่า " ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตาๆ สำหรับเตะ " " ตะกร้อ " มีความหมายมากกว่าการเตะเล่น โดยปรากฏในพจนานุกรมอีกว่า "เป็นเครื่องมือสอยผลไม้ด้ามยาวรูปรีทำด้วยไม้เป็นซี่หรือเครื่องสำหรับใส่กระถางยาดองและกะปิ เพื่อกันเอาแต่น้ำหรือ เครื่องสานดับไฟ สานเป็นรูปตะกร้อพันผ้าชุบน้ำมีด้ามยาวสำหรับดับหรือคลึงไฟที่ติดมาบนหลังคา ผู้ดับนั่งอยู่บนอกไก่หรือหลังคา " คนไทยเล่นกีฬาตะกร้อมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ควบคู่ไปกับกระบี่กระบอง เนื่องจาก ไทยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหวาย ได้ใช้หวายมาประดิษฐ์เป็นอาวุธ จำลอง โบราณใช้ในการเล่นต่อสู้แทนอาวุธจริง คนไทยเราเริ่มสานตะกร้อเตะเล่นกันมาตั้งแต่เมื่อใดกันแน่นั้นยัง ไม่อาจหาข้อสรุปยืนยันได้
แต่เมื่อประมวลความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้วเชื่อว่า
เราคงเล่นกันจริงในสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามต้องเดินทางยาวนาน เมื่อถึงชัยภูมิเหมาะสมก็จะตั้งค่ายขึ้น
มีการทำไร่ไถนาปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารในช่วงนี้เอง ทหารมีเวลาพักผ่อนมาก
บ้างก็ออกไปลาดตระเวณด้วยม้า
ต้องมีการสานตะกร้อหุ้มปากม้าไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ม้าส่งเสียงดังทำให้ข้าศึกรู้ตัว
บ้างก็หาของป่ามาเป็นอาหารทั้งสัตว์และพืช
ซึ่งมีมากมายในป่าและได้พบว่ายอดหวายเป็นอาหารพิเศษของเหล่าทหาร เมื่อตัดเอายอดมาประกอบอาหารแล้ว
ต้นก็เอามาสานเตะเล่นกันด้วยคนไทยรักในการเตะต่อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าเตะเล่นแล้วเกิดความสนุกสนานร่าเริง
ก็เลยตัดหวายเอามาสานเตะเล่นกันอย่างแพร่หลายในกองทัพ นอกจากนี้ยังโยนรับด้วยมืออีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข้อความบันทึกไว้ว่าทางการได้สานตะกร้อขนาดใหญ่สำหรับใส่นักโทษที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงให้ช้างเตะไปตามถนน
จึงเป็นไปได้มากว่าคนไทยเรามีฝีมือในการสานตะกร้อชนิดต่างๆมาเป็นเวลานานแล้ว
และคงจะมีกองสอดแนมของพม่ามาพบเห็น จึงไปตัดหวายมา ทดลองสานดูบ้าง แต่สานแบบหลวมๆ
น้ำหนักเบา เหตุจากดูแบบของไทยไม่ถนัดนัก จึงได้เรียกลูกหวายที่สานเป็นลูกกลม ๆ หลวม ๆ
นี้ว่า " ชินลง " ทางภาคใต้ของไทยยังมีประเทศมาเลเซียที่นิยมการเล่นลูกหวายสานนี้เช่นกัน
เข้าใจว่าคงได้แบบอย่างไปจากไทยและพม่าปนเปกันไป
ลูกตะกร้อที่ชาวมาเลเซียสานขึ้นมานั้นมีสองชั้น ลูกเล็กอยู่ชั้นใน สานแน่นแบบไทย
ส่วนชั้นนอกนั้นสานหลวม ๆ แบบของพม่า
ตะกร้อแบบของมาเลเซียดูจะมีน้ำหนักมากและความยืดหยุ่นดี
ชาวมาเลเซียเรียกตะกร้อของตนเองว่า
"เซปัก- รากา " นอกจากนี้
ชาวฟิลิบปินส์ยังเล่นตะกร้อเช่นกันแต่เรียกตะกร้อว่า " ซิปัก " เข้าใจว่าเรียกตามแบบมาเลเซีย แต่ฟิลิบปินส์มาฝึกเล่นในภายหลัง เมื่อมาพิจารณาดูจากหลักฐานคือหนังสือที่ "เฟรดเดอริค อาเธอร์ นีล " ได้เขียนหนังสือชื่อ " Narrative of a Residence in Siam" พิมพ์เมื่อ ค.ศ.1852 ไว้ โดยกล่าวถึงตะกร้อชนิดหนึ่งที่ทำด้วยหนังปักด้วยขนไก่ พร้อมทั้งมีภาพเขียนเป็นภาพของคนไว้ผมจุกยืนล้อมวงเตะตะกร้อชนิดนี้กันอยู่ และยังเกี่ยวโยงถึงพงศวดารจีนเรื่อง " ซุยถัง " ด้วย จึงเป็นข้อมูลที่อาจพิจารณาเปรียบเทียบได้ว่าได้แบบอย่างมาจากใคร ถ้าหากชนกลุ่มน้อยที่เล่นตะกร้อกันอยู่นั้นเป็นกลุ่มที่เรียกตนเองว่า" ไต " ตามที่พงศวดารจีนได้กล่าวไว้ก็สรุปได้ว่าชาวไตเล่นตะกร้อมาก่อนชนชาติอื่นทั้งหมด ชาวเกาหลีนิยมเล่นเตะลูกกลมที่ทำด้วยดินหรือขี้เถ้าห่อด้วยผ้าสำลี ใช้หางไก่ฟ้ามาปักรูปร่างคล้ายหัวหอมตอนที่ยังมีใบอยู่ มักจะเตะเล่นกันตามท้องถนนเพื่อให้เท้าอุ่น ส่วนในกลุ่มพวกไดยัด
บอร์เนียว( อินโดนีเซีย )
ก็มีตะกร้อหวายเล่นคล้ายไทย แต่จะได้แบบอย่างมาจากที่ใดนั้นไม่อาจหาหลักฐานได้ หรืออาจเป็นของตนเองก็เป็นได้เช่นกัน
ทางภาคใต้ของไทยนิยมเล่นตะกร้อขนไก่คล้ายจีนและเกาหลี
แต่ใช้หนังวัวหรือหนังควายขนาดกว้าง 4
นิ้ว ยาว 8 นิ้วพับสองให้ปลายติดกันที่จุดกึ่งกลางพอดี แล้วตัดหนังขนาดพอที่จะผูกขนไก่ตัวผู้ประมาณ 10 ถึง 20 ขน
จากนั้นก็เจาะแผ่นหนังแผ่นใหญ่ที่พับปลายต่อกันนั้น โดยเอาหนังแผ่นเล็กที่ปลูกขนไก่ร้อยเข้าไป
หนังแผ่นเล็กนี้จะทำหน้าที่สองอย่างคือ ยึดแผ่นหนังให้ติดกันและยึดขนไก่ไว้ด้วย จีนก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมการเล่นตะกร้อ
โดยเรียกตะกร้อของตนเองว่า " เตกโก " ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่า ตะกร้อ
ของไทย
ลักษณะของตะกร้อจีนจะใช้แผ่นหนังวัวแห้งกว้างประมาณ 6 - 7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร นำมาพับสามส่วนให้ปลายแผ่นหนังทับซ้อนกัน
ใช้เชือกด้ายร้อยหรือเย็บอย่างห่างๆให้ติดกันไว้ แล้วเจาะเป็นรูกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3
- 4 เซนติเมตร ทะลุทั้งปลายบนและปลายล่าง
แล้วนำขนหางของไก่แจ้มัดเข้าใส่ลงในรูที่เจาะไว้ ผูกปลายไว้ทางด้านในตะกร้อแขกใช้ตะกร้ออย่างของไทยเรา
แต่วิธีการเล่นแตกต่างกันคือ
เล่นแบบเตะลูกให้สุดกำลังให้ลูกลอยสูงขึ้นไปในอากาศ
เมื่อลูกโด่งไปตกลงที่คนใด
ผู้นั้นก็เตะจนสุดกำลังเช่นเดียวกัน
วิธีเตะก็เตะอย่างตรงๆ
ไม่มีลูกพลิกแพลงใดๆ
ซึ่งผิดกับตะกร้อของไทยคือ ไม่ได้เตะอย่างสุดกำลัง นอกจากนั้นยังมีการใช้ท่าเตะที่พลิกแพลงสวยงามอีกด้วย ตะกร้อมาลายูของจังหวัดยะลา
เกิดขึ้นในสมัยใดหรือลอกเลียนแบบของใครมานั้นไม่ทราบแน่ชัด ทำด้วยหนังวัวแห้งที่ปราศจากขน
มีขนไก่เป็นเครื่องช่วยพยุงลูกตะกร้อให้ลอยและชะลอความเร็วในการเคลื่อนที่ในอากาศเช่นเดียวกับลูกแบดมินตันนั่นเอง วิธีทำตะกร้อมาลายูจะรวบรวมขนไก่อย่างน้อย 10 ขน อย่างมาก
20 ขน ( ถ้ามากกว่านี้จะหนักเกินไป ) ลำดับก้านขนให้เสมอกันแล้วผูกมัดให้แน่นด้วยเชือกหรือป่านชั้นหนึ่งก่อน หาผ้าชุบวัสดุที่เหนียวเช่น กาว หรือยางไม้บางชนิดพันทับอีกชั้นหนึ่งเตรียมไว้
จากนั้นตัดหนังวัวรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 3
นิ้ว ถึง 4
นิ้ว ซ้อนกันเป็นลำดับประมาณ 3 - 5 ชั้น
แล้วเจาะที่กึ่งกลางพื้นหน้าหนังชั้นบนที่สุดชั้นเดียว การเจาะต้องทำอย่างประณีต คะเนให้ร่องมีขนาดพอเหมาะ เมื่อใส่ขนไก่ลงไปแล้วต้องให้แน่นสนิทพอดี
หลังจากใส่ขนไก่ลงไปแล้วต้องสอดลิ่มกันถอนหลุดออกเมื่อได้รับการกระทบกระเทือน ปัจจุบันตะกร้อมาลายูสานด้วยหวายตะคล้า มีรูปร่างเดียวกันกับตะกร้อไทยเพราะเลียนแบบตะกร้อไทยไป ส่วนที่ผิดเพี้ยนกันคือมีน้ำหนักเบากว่าตะกร้อของไทยเมื่อเทียบขนาดกันแล้ว เหตุที่เบากว่าก็เพราะไม่มีไส้มากเหมือนตะกร้อไทยเนื่องจากต้องการให้ตะกร้อลอยขึ้นลงในอากาศช้าเพื่อสะดวกในการเตะและช่วยให้แม่นยำ วิธีเตะตะกร้อแบบมาลายูจะเตะเป็นพวกอย่างน้อย 4
คน อย่างมาก 16 คน ผู้เล่นต้องยืนเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
8 เมตรสำหรับวงเล็ก
ถ้าเป็นวงใหญ่ก็ขยายออกไปจนถึง16 เมตร
เป็นอย่างมาก
ระเบียบการเล่นต้องเตะส่งคู่และพรรคพวกของตน ไม่มีการเลี้ยงลูกด้วยเข่า เท้า บ่า และไม่นิยมการเล่นแบบพลิกแพลงอย่างตะกร้อของไทย ประเภทของกีฬาตะกร้อ การเล่นกีฬาตะกร้อ
เท่าที่ปรากฏมาแต่เดิมจนถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้น
8 ประเภท ดังนี้
1. ตะกร้อวงเล็ก เป็นต้นแบบของการเล่นตะกร้อ
ซึ่งอาจมีผู้เล่นเพียงคนเดียวเตะหรือเดาะลูกให้ลอยอยู่ในอากาศให้นานที่สุด
โดยใช้อวัยวะต่างๆของร่างกาย
ต่อมาอาจมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นเป็น 2 คน มีการโยนลูกให้คู่เตะโต้กันเป็นเวลานานๆ
โดยทั่วไปนั้นผู้เล่นมักเตะลูกที่ตนเองถนัดและเสียยากที่สุดเช่น " ลูกแป " หรือลูกเท้าส่วนหน้า และ" ลูกไขว้ " หรือลูกเท้าส่วนปลาย เป็นต้น การเล่นตะกร้อวงนั้นจะเล่นในบริเวณพื้นที่แคบๆ
เช่น บนโต๊ะ หรือสนามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
2
- 3 เมตรเท่านั้น
2.
ตะกร้อวงใหญ่ ลักษณะการเล่นเหมือนกันกับตะกร้อวงเล็ก
ต่างกันตรงสถานที่เล่นและจำนวนผู้เล่นกล่าวคือตะกร้อวงใหญ่จะเล่นในสนามเรียบที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 - 14 เมตร ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เล่นว่ามีมากน้อยเท่าใด
โดยปกติจะมีผู้เล่นวงละประมาณ 5 -
8 คน
วิธีการเล่นก็เหมือนกับตะกร้อวงเล็กแต่ต้องออกแรงเตะมากกว่าเพื่อให้ลอยไปถึงผู้รับ
3. ตะกร้อเตะทน ตะกร้อเตะทนนิยมเล่นกันเป็นทีม
โดยทั่วไปแล้วจะเล่นกัน 2
ประเภทคือ วงเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร
และวงใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4
เมตร 4. ตะกร้อพลิกแพลงหรือตะกร้อติด ได้แก่การเตะตะกร้อด้วยท่าทางต่างๆ
ให้ตะกร้อไปติดค้างอยู่ตามส่วนต่างๆ
ของร่างกาย และสามารถปล่อยให้ตะกร้อไหลลื่นลงมารับกระบวนท่าต่างๆ ต่อไปได้อีกโดยตะกร้อไม่ตกถึงพื้นเลย
ผู้เล่นตะกร้อพลิกแพลงต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษและสามารถเล่นด้วยท่าทางอ่อนช้อยสวยงามเป็นศิลปะ
5. ตะกร้อลอดบ่วง มักเรียกกันหลายชื่อเช่น ตะกร้อลอดบ่วง
ตะกร้อลอดห่วง หรือตะกร้อห่วงชัย ผู้ริเริ่มเล่นคือหลวงมงคลแมน
(
สังข์ บูรณศิริ ) โดยทำเป็น 3 ห่วง เล็ก กลาง ใหญ่
ให้เรียงตามลำดับกันไปและอยู่ต่างระดับกัน
ต่อมาภายหลังจึงได้มีการดัดแปลงห่วงเสียใหม่เป็นเช่นในปัจจุบัน
6. ตะกร้อชิงธง เป็นการแข่งขันตะกร้อวิธีหนึ่ง
คล้ายการแข่งขันวิ่งวัวหรือวิ่งแข่ง โดยขีดเส้นด้วยปูนขาวเป็นช่องกว้างประมาณ 3
เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร
เมื่อผู้เข้าแข่งขันประจำที่เส้นเริ่มและได้ยินเสียงสัญญาณ
ให้ทำการเลี้ยงตะกร้อด้วยส่วนต่างๆของร่างกายยกเว้นมือ
โดยพยายามพาลูกตะกร้อไปยังปลายทางที่เป็นเส้นชัยซึ่งมีธงปักไว้เป็นเครื่องหมาย
ถ้าผู้ใดสามารถเลี้ยงลูกตะกร้อโดยไม่ออกนอกเส้นและไม่ตกพื้นไปถึงเส้นชัยได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน
นิยมเล่นในเทศกาลต่างๆ เช่น สงกรานต์
7. ตะกร้อข้ามตาข่าย เป็นการเล่นตะกร้อของไทยที่นายผล ผลาสินธุ์ , นายยิ้ม ศรีหงส์ , หลวงสำเร็จวรรณกิจ และขุนจรรยาวิทิต เป็นคณะผู้ริเริ่มสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในสมาคมกีฬาสยาม โดยได้ดัดแปลงมาจากกีฬาแบดมินตัน ซึ่งอาจมีผู้เล่นข้างละ 1 หรือ 2 หรือ 3 คน ก็ได้
8. เซปักตะกร้อ เป็นกีฬาที่ได้รับการพัฒนาจนแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน และบรรจุไว้ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ ลักษณะการเล่นคล้ายกับตะกร้อข้ามตาข่ายของไทย แต่ต่างกันที่รูปแบบสนาม วิธีเล่น การนับคะแนน และกติกาการเล่นที่มีลักษณะคล้ายกีฬาวอลเลย์บอล ในปัจจุบัน ตะกร้อที่ยังคงเห็นได้บ่อยและยังมีการแข่งขันกันอยู่เสมอๆได้แก่ ตะกร้อลอดบ่วง และเซปักตะกร้อ ส่วนตะกร้อเตะทนนั้นยังพอหาดูได้อยู่บ้าง รวมทั้งตะกร้อข้ามตาข่ายของไทย แต่ที่ไม่มีผู้เล่นแล้วคือตะกร้อพลิกแพลงหรือการติดตะกร้อซึ่งนับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
7. ตะกร้อข้ามตาข่าย เป็นการเล่นตะกร้อของไทยที่นายผล ผลาสินธุ์ , นายยิ้ม ศรีหงส์ , หลวงสำเร็จวรรณกิจ และขุนจรรยาวิทิต เป็นคณะผู้ริเริ่มสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในสมาคมกีฬาสยาม โดยได้ดัดแปลงมาจากกีฬาแบดมินตัน ซึ่งอาจมีผู้เล่นข้างละ 1 หรือ 2 หรือ 3 คน ก็ได้
8. เซปักตะกร้อ เป็นกีฬาที่ได้รับการพัฒนาจนแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน และบรรจุไว้ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ ลักษณะการเล่นคล้ายกับตะกร้อข้ามตาข่ายของไทย แต่ต่างกันที่รูปแบบสนาม วิธีเล่น การนับคะแนน และกติกาการเล่นที่มีลักษณะคล้ายกีฬาวอลเลย์บอล ในปัจจุบัน ตะกร้อที่ยังคงเห็นได้บ่อยและยังมีการแข่งขันกันอยู่เสมอๆได้แก่ ตะกร้อลอดบ่วง และเซปักตะกร้อ ส่วนตะกร้อเตะทนนั้นยังพอหาดูได้อยู่บ้าง รวมทั้งตะกร้อข้ามตาข่ายของไทย แต่ที่ไม่มีผู้เล่นแล้วคือตะกร้อพลิกแพลงหรือการติดตะกร้อซึ่งนับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
กติกาการแข่งขันตะกร้อเตะทน
1.
สนามแข่งขัน สนามแข่งขันตะกร้อเตะทนเป็นรูปวงกลม 2
วงซ้อนกัน วงกลมวงใน
มีรัศมี 1.5 เมตร วงกลมวงนอกรัศมี 3 เมตรภายในวงกลมถูกแบ่งออกเป็น 6 แดนเท่าๆ
กัน ผู้เล่นจะต้องยืนอยู่ภายในแดนของตนซึ่งคือพื้นที่วงกลมวงนอกที่ถูกแบ่งออกด้วย
เส้นแบ่งแดนและเส้นขอบวงกลมวงใน ดังรูป
หมายเหตุ แดนที่เตะลูกแล้วนับคะแนน
คือเฉพาะพื้นที่สีขาวเท่านั้น
2. ผู้เล่น ผู้เล่นตะกร้อเตะทนวงเล็กมีจำนวน 3 คู่ หรือ 6 คน แต่ละคู่จะต้องสวมเสื้อ
หมายเลขเดียวกันและยืนอยู่ในแดนตรงข้ามกัน ( หมายเลข 1 คู่กับหมายเลข 1
หมายเลข 2 คู่กับหมายเลข 2 และ หมายเลข 3
คู่กับหมายเลข 3 )
3. การแข่งขัน
3.1 ผู้เล่นแต่ละชุดมีสิทธิ์เล่นลูกได้จำนวน
9 โยน ภายในเวลาไม่เกิน 30
นาที
3.2 ผู้เล่นแต่ละคู่มีสิทธิ์เล่นลูกไม่เกิน
3 โยน ภายในเวลาไม่เกิน 10
นาที เมื่อ
ครบ 3 โยนแล้ว ต้องเปลี่ยนให้คู่อื่นเป็นผู้เล่นต่อไปทันที( กรณีที่ใช้โยนครบ 3 โยนแล้ว
ยังไม่หมดเวลา )
3.3 ผู้เล่นมีสิทธิ์พักลูกได้ไม่เกิน
1 ครั้ง ก่อนที่จะโต้ลูกกลับไปให้คู่ของตน
4. การนับคะแนนการเล่น
4.1 การโต้ลูกที่ถูกต้อง 1 ครั้ง นับ 1 คะแนน เว้นแต่การโต้ลูกที่มาจากการโยน
ของคู่ไม่นับเป็นคะแนน
4.2 ลูกตาย ได้แก่
- ลูกตกถูกพื้นสนาม
- ลูกถูกมือหรือแขนทั้งเจตนาและไม่เจตนา
- ลูกที่ผู้ตัดสินให้สัญญาณหยุดการแข่งขัน
เช่น หมดเวลา ครบจำนวนโยน เป็นต้น
- ลูกที่ผู้เล่นกระทำผิดกติกาการแข่งขันที่ได้กำหนดไว้ทั้งหมด
4.3 ลูกที่ไม่นับคะแนนแต่ไม่ถือเป็นลูกตาย
ได้แก่
- ผู้เล่นโต้ลูกจากแดนที่ไม่นับคะแนน
หรือโต้ผิดแดน
- ผู้เล่นโต้ลูกในขณะเหยียบเส้นรอบวงหรือเส้นแบ่งแดน
- ผู้เล่นคู่อื่นช่วยโต้ลูกให้
เพื่อการแก้ไขการเล่น
5. การนับผลการแข่งขัน
5.1 ชุดที่ทำจำนวนลูกได้มากที่สุดเป็นผู้ชนะ
5.2 ถ้าจำนวนลูกเท่ากัน
ชุดที่ใช้โยนน้อยกว่าเป็นผู้ชนะ
5.3 ถ้าจำนวนลูกและจำนวนโยนเท่ากัน
ชุดที่ใช้เวลาน้อยกว่าเป็นผู้ชนะ
5.4 ถ้าจำนวนลูก จำนวนโยน และเวลาเท่ากันหมด
ให้ทำการแข่งขันใหม่
ชุดละ 1 โยนในเวลา
5 นาที

