วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตะกร้อ


ความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ
                  ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ฉบับปีพุทธศักราช  2525  ให้นิยามคำว่าตะกร้อไว้ว่า " ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตาๆ สำหรับเตะ                                                                                                            " ตะกร้อ "  มีความหมายมากกว่าการเตะเล่น โดยปรากฏในพจนานุกรมอีกว่า "เป็นเครื่องมือสอยผลไม้ด้ามยาวรูปรีทำด้วยไม้เป็นซี่หรือเครื่องสำหรับใส่กระถางยาดองและกะปิ เพื่อกันเอาแต่น้ำหรือ เครื่องสานดับไฟ สานเป็นรูปตะกร้อพันผ้าชุบน้ำมีด้ามยาวสำหรับดับหรือคลึงไฟที่ติดมาบนหลังคา ผู้ดับนั่งอยู่บนอกไก่หรือหลังคา "                                                                                                                                                                                    คนไทยเล่นกีฬาตะกร้อมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ควบคู่ไปกับกระบี่กระบอง เนื่องจาก ไทยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหวาย  ได้ใช้หวายมาประดิษฐ์เป็นอาวุธ จำลอง  โบราณใช้ในการเล่นต่อสู้แทนอาวุธจริง  คนไทยเราเริ่มสานตะกร้อเตะเล่นกันมาตั้งแต่เมื่อใดกันแน่นั้นยัง  ไม่อาจหาข้อสรุปยืนยันได้ แต่เมื่อประมวลความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้วเชื่อว่า   เราคงเล่นกันจริงในสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ด้วยช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามต้องเดินทางยาวนาน  เมื่อถึงชัยภูมิเหมาะสมก็จะตั้งค่ายขึ้น มีการทำไร่ไถนาปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารในช่วงนี้เอง  ทหารมีเวลาพักผ่อนมาก บ้างก็ออกไปลาดตระเวณด้วยม้า ต้องมีการสานตะกร้อหุ้มปากม้าไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ม้าส่งเสียงดังทำให้ข้าศึกรู้ตัว  บ้างก็หาของป่ามาเป็นอาหารทั้งสัตว์และพืช  ซึ่งมีมากมายในป่าและได้พบว่ายอดหวายเป็นอาหารพิเศษของเหล่าทหาร  เมื่อตัดเอายอดมาประกอบอาหารแล้ว ต้นก็เอามาสานเตะเล่นกันด้วยคนไทยรักในการเตะต่อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  เมื่อเห็นว่าเตะเล่นแล้วเกิดความสนุกสนานร่าเริง ก็เลยตัดหวายเอามาสานเตะเล่นกันอย่างแพร่หลายในกองทัพ  นอกจากนี้ยังโยนรับด้วยมืออีกด้วย  ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข้อความบันทึกไว้ว่าทางการได้สานตะกร้อขนาดใหญ่สำหรับใส่นักโทษที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงให้ช้างเตะไปตามถนน  จึงเป็นไปได้มากว่าคนไทยเรามีฝีมือในการสานตะกร้อชนิดต่างๆมาเป็นเวลานานแล้ว  และคงจะมีกองสอดแนมของพม่ามาพบเห็น  จึงไปตัดหวายมา ทดลองสานดูบ้าง แต่สานแบบหลวมๆ น้ำหนักเบา  เหตุจากดูแบบของไทยไม่ถนัดนัก  จึงได้เรียกลูกหวายที่สานเป็นลูกกลม ๆ หลวม ๆ นี้ว่า  ชินลง "  ทางภาคใต้ของไทยยังมีประเทศมาเลเซียที่นิยมการเล่นลูกหวายสานนี้เช่นกัน เข้าใจว่าคงได้แบบอย่างไปจากไทยและพม่าปนเปกันไป ลูกตะกร้อที่ชาวมาเลเซียสานขึ้นมานั้นมีสองชั้น ลูกเล็กอยู่ชั้นใน สานแน่นแบบไทย ส่วนชั้นนอกนั้นสานหลวม ๆ แบบของพม่า  ตะกร้อแบบของมาเลเซียดูจะมีน้ำหนักมากและความยืดหยุ่นดี ชาวมาเลเซียเรียกตะกร้อของตนเองว่า "เซปัก- รากา " นอกจากนี้ ชาวฟิลิบปินส์ยังเล่นตะกร้อเช่นกันแต่เรียกตะกร้อว่า " ซิปัก " เข้าใจว่าเรียกตามแบบมาเลเซีย แต่ฟิลิบปินส์มาฝึกเล่นในภายหลัง                                                                                                                                                                 เมื่อมาพิจารณาดูจากหลักฐานคือหนังสือที่ "เฟรดเดอริค อาเธอร์ นีล " ได้เขียนหนังสือชื่อ Narrative of a Residence in Siam" พิมพ์เมื่อ ค.ศ.1852 ไว้  โดยกล่าวถึงตะกร้อชนิดหนึ่งที่ทำด้วยหนังปักด้วยขนไก่  พร้อมทั้งมีภาพเขียนเป็นภาพของคนไว้ผมจุกยืนล้อมวงเตะตะกร้อชนิดนี้กันอยู่ และยังเกี่ยวโยงถึงพงศวดารจีนเรื่อง " ซุยถัง " ด้วย  จึงเป็นข้อมูลที่อาจพิจารณาเปรียบเทียบได้ว่าได้แบบอย่างมาจากใคร ถ้าหากชนกลุ่มน้อยที่เล่นตะกร้อกันอยู่นั้นเป็นกลุ่มที่เรียกตนเองว่า" ไต " ตามที่พงศวดารจีนได้กล่าวไว้ก็สรุปได้ว่าชาวไตเล่นตะกร้อมาก่อนชนชาติอื่นทั้งหมด                                                                                                                       ชาวเกาหลีนิยมเล่นเตะลูกกลมที่ทำด้วยดินหรือขี้เถ้าห่อด้วยผ้าสำลี  ใช้หางไก่ฟ้ามาปักรูปร่างคล้ายหัวหอมตอนที่ยังมีใบอยู่ มักจะเตะเล่นกันตามท้องถนนเพื่อให้เท้าอุ่น ส่วนในกลุ่มพวกไดยัด บอร์เนียว( อินโดนีเซีย ) ก็มีตะกร้อหวายเล่นคล้ายไทย แต่จะได้แบบอย่างมาจากที่ใดนั้นไม่อาจหาหลักฐานได้ หรืออาจเป็นของตนเองก็เป็นได้เช่นกัน ทางภาคใต้ของไทยนิยมเล่นตะกร้อขนไก่คล้ายจีนและเกาหลี  แต่ใช้หนังวัวหรือหนังควายขนาดกว้าง 4 นิ้ว ยาว 8 นิ้วพับสองให้ปลายติดกันที่จุดกึ่งกลางพอดี  แล้วตัดหนังขนาดพอที่จะผูกขนไก่ตัวผู้ประมาณ 10 ถึง 20 ขน จากนั้นก็เจาะแผ่นหนังแผ่นใหญ่ที่พับปลายต่อกันนั้น  โดยเอาหนังแผ่นเล็กที่ปลูกขนไก่ร้อยเข้าไป  หนังแผ่นเล็กนี้จะทำหน้าที่สองอย่างคือ  ยึดแผ่นหนังให้ติดกันและยึดขนไก่ไว้ด้วย                                จีนก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมการเล่นตะกร้อ โดยเรียกตะกร้อของตนเองว่า  " เตกโก " ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่า ตะกร้อ  ของไทย  ลักษณะของตะกร้อจีนจะใช้แผ่นหนังวัวแห้งกว้างประมาณ 6 - 7  เซนติเมตร ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร นำมาพับสามส่วนให้ปลายแผ่นหนังทับซ้อนกัน  ใช้เชือกด้ายร้อยหรือเย็บอย่างห่างๆให้ติดกันไว้  แล้วเจาะเป็นรูกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร ทะลุทั้งปลายบนและปลายล่าง  แล้วนำขนหางของไก่แจ้มัดเข้าใส่ลงในรูที่เจาะไว้  ผูกปลายไว้ทางด้านในตะกร้อแขกใช้ตะกร้ออย่างของไทยเรา แต่วิธีการเล่นแตกต่างกันคือ  เล่นแบบเตะลูกให้สุดกำลังให้ลูกลอยสูงขึ้นไปในอากาศ เมื่อลูกโด่งไปตกลงที่คนใด   ผู้นั้นก็เตะจนสุดกำลังเช่นเดียวกัน   วิธีเตะก็เตะอย่างตรงๆ  ไม่มีลูกพลิกแพลงใดๆ  ซึ่งผิดกับตะกร้อของไทยคือ ไม่ได้เตะอย่างสุดกำลัง นอกจากนั้นยังมีการใช้ท่าเตะที่พลิกแพลงสวยงามอีกด้วย ตะกร้อมาลายูของจังหวัดยะลา เกิดขึ้นในสมัยใดหรือลอกเลียนแบบของใครมานั้นไม่ทราบแน่ชัด  ทำด้วยหนังวัวแห้งที่ปราศจากขน  มีขนไก่เป็นเครื่องช่วยพยุงลูกตะกร้อให้ลอยและชะลอความเร็วในการเคลื่อนที่ในอากาศเช่นเดียวกับลูกแบดมินตันนั่นเอง   วิธีทำตะกร้อมาลายูจะรวบรวมขนไก่อย่างน้อย  10  ขน  อย่างมาก  20  ขน (  ถ้ามากกว่านี้จะหนักเกินไป )   ลำดับก้านขนให้เสมอกันแล้วผูกมัดให้แน่นด้วยเชือกหรือป่านชั้นหนึ่งก่อน  หาผ้าชุบวัสดุที่เหนียวเช่น กาว  หรือยางไม้บางชนิดพันทับอีกชั้นหนึ่งเตรียมไว้  จากนั้นตัดหนังวัวรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ  3  นิ้ว  ถึง  4  นิ้ว ซ้อนกันเป็นลำดับประมาณ 3 - 5 ชั้น แล้วเจาะที่กึ่งกลางพื้นหน้าหนังชั้นบนที่สุดชั้นเดียว  การเจาะต้องทำอย่างประณีต  คะเนให้ร่องมีขนาดพอเหมาะ  เมื่อใส่ขนไก่ลงไปแล้วต้องให้แน่นสนิทพอดี  หลังจากใส่ขนไก่ลงไปแล้วต้องสอดลิ่มกันถอนหลุดออกเมื่อได้รับการกระทบกระเทือน                                                          ปัจจุบันตะกร้อมาลายูสานด้วยหวายตะคล้า  มีรูปร่างเดียวกันกับตะกร้อไทยเพราะเลียนแบบตะกร้อไทยไป  ส่วนที่ผิดเพี้ยนกันคือมีน้ำหนักเบากว่าตะกร้อของไทยเมื่อเทียบขนาดกันแล้ว   เหตุที่เบากว่าก็เพราะไม่มีไส้มากเหมือนตะกร้อไทยเนื่องจากต้องการให้ตะกร้อลอยขึ้นลงในอากาศช้าเพื่อสะดวกในการเตะและช่วยให้แม่นยำ  วิธีเตะตะกร้อแบบมาลายูจะเตะเป็นพวกอย่างน้อย  4 คน  อย่างมาก 16  คน  ผู้เล่นต้องยืนเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 เมตรสำหรับวงเล็ก   ถ้าเป็นวงใหญ่ก็ขยายออกไปจนถึง16 เมตร เป็นอย่างมาก  ระเบียบการเล่นต้องเตะส่งคู่และพรรคพวกของตน  ไม่มีการเลี้ยงลูกด้วยเข่า เท้า  บ่า  และไม่นิยมการเล่นแบบพลิกแพลงอย่างตะกร้อของไทย                                                                                                                              ประเภทของกีฬาตะกร้อ  การเล่นกีฬาตะกร้อ เท่าที่ปรากฏมาแต่เดิมจนถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้น  ประเภท  ดังนี้



                    1.  ตะกร้อวงเล็ก  เป็นต้นแบบของการเล่นตะกร้อ ซึ่งอาจมีผู้เล่นเพียงคนเดียวเตะหรือเดาะลูกให้ลอยอยู่ในอากาศให้นานที่สุด โดยใช้อวัยวะต่างๆของร่างกาย  ต่อมาอาจมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นเป็น  2 คน   มีการโยนลูกให้คู่เตะโต้กันเป็นเวลานานๆ โดยทั่วไปนั้นผู้เล่นมักเตะลูกที่ตนเองถนัดและเสียยากที่สุดเช่น " ลูกแป หรือลูกเท้าส่วนหน้า และ" ลูกไขว้ หรือลูกเท้าส่วนปลาย เป็นต้น การเล่นตะกร้อวงนั้นจะเล่นในบริเวณพื้นที่แคบๆ เช่น บนโต๊ะ หรือสนามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 - 3 เมตรเท่านั้น
2.    ตะกร้อวงใหญ่  ลักษณะการเล่นเหมือนกันกับตะกร้อวงเล็ก ต่างกันตรงสถานที่เล่นและจำนวนผู้เล่นกล่าวคือตะกร้อวงใหญ่จะเล่นในสนามเรียบที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  8 - 14 เมตร  ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เล่นว่ามีมากน้อยเท่าใด โดยปกติจะมีผู้เล่นวงละประมาณ 5 -  8  คน  วิธีการเล่นก็เหมือนกับตะกร้อวงเล็กแต่ต้องออกแรงเตะมากกว่าเพื่อให้ลอยไปถึงผู้รับ
3.   ตะกร้อเตะทน  ตะกร้อเตะทนนิยมเล่นกันเป็นทีม โดยทั่วไปแล้วจะเล่นกัน 2 ประเภทคือ วงเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร และวงใหญ่  มีเส้นผ่าศูนย์กลาง  เมตร                                                                                4.  ตะกร้อพลิกแพลงหรือตะกร้อติด    ได้แก่การเตะตะกร้อด้วยท่าทางต่างๆ ให้ตะกร้อไปติดค้างอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และสามารถปล่อยให้ตะกร้อไหลลื่นลงมารับกระบวนท่าต่างๆ ต่อไปได้อีกโดยตะกร้อไม่ตกถึงพื้นเลย  ผู้เล่นตะกร้อพลิกแพลงต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษและสามารถเล่นด้วยท่าทางอ่อนช้อยสวยงามเป็นศิลปะ
5.  ตะกร้อลอดบ่วง  มักเรียกกันหลายชื่อเช่น  ตะกร้อลอดบ่วง  ตะกร้อลอดห่วง  หรือตะกร้อห่วงชัย ผู้ริเริ่มเล่นคือหลวงมงคลแมน ( สังข์  บูรณศิริ โดยทำเป็น 3 ห่วง เล็ก  กลาง  ใหญ่  ให้เรียงตามลำดับกันไปและอยู่ต่างระดับกัน  ต่อมาภายหลังจึงได้มีการดัดแปลงห่วงเสียใหม่เป็นเช่นในปัจจุบัน
                     6.  ตะกร้อชิงธง   เป็นการแข่งขันตะกร้อวิธีหนึ่ง คล้ายการแข่งขันวิ่งวัวหรือวิ่งแข่ง โดยขีดเส้นด้วยปูนขาวเป็นช่องกว้างประมาณ  เมตร ยาวประมาณ  50  เมตร เมื่อผู้เข้าแข่งขันประจำที่เส้นเริ่มและได้ยินเสียงสัญญาณ ให้ทำการเลี้ยงตะกร้อด้วยส่วนต่างๆของร่างกายยกเว้นมือ โดยพยายามพาลูกตะกร้อไปยังปลายทางที่เป็นเส้นชัยซึ่งมีธงปักไว้เป็นเครื่องหมาย  ถ้าผู้ใดสามารถเลี้ยงลูกตะกร้อโดยไม่ออกนอกเส้นและไม่ตกพื้นไปถึงเส้นชัยได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน นิยมเล่นในเทศกาลต่างๆ เช่น สงกรานต์
                     7. ตะกร้อข้ามตาข่าย  เป็นการเล่นตะกร้อของไทยที่นายผล  ผลาสินธุ์ , นายยิ้ม  ศรีหงส์ , หลวงสำเร็จวรรณกิจ และขุนจรรยาวิทิต เป็นคณะผู้ริเริ่มสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในสมาคมกีฬาสยาม  โดยได้ดัดแปลงมาจากกีฬาแบดมินตัน ซึ่งอาจมีผู้เล่นข้างละ 1 หรือ 2 หรือ 3 คน ก็ได้
                     8. เซปักตะกร้อ  เป็นกีฬาที่ได้รับการพัฒนาจนแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน  และบรรจุไว้ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์  ลักษณะการเล่นคล้ายกับตะกร้อข้ามตาข่ายของไทย แต่ต่างกันที่รูปแบบสนาม วิธีเล่น  การนับคะแนน  และกติกาการเล่นที่มีลักษณะคล้ายกีฬาวอลเลย์บอล                                                    ในปัจจุบัน ตะกร้อที่ยังคงเห็นได้บ่อยและยังมีการแข่งขันกันอยู่เสมอๆได้แก่  ตะกร้อลอดบ่วง  และเซปักตะกร้อ  ส่วนตะกร้อเตะทนนั้นยังพอหาดูได้อยู่บ้าง  รวมทั้งตะกร้อข้ามตาข่ายของไทย  แต่ที่ไม่มีผู้เล่นแล้วคือตะกร้อพลิกแพลงหรือการติดตะกร้อซึ่งนับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง                                                                                                                           

กติกาการแข่งขันตะกร้อเตะทน

1.  สนามแข่งขัน   สนามแข่งขันตะกร้อเตะทนเป็นรูปวงกลม  วงซ้อนกัน วงกลมวงใน
มีรัศมี  1.5   เมตร  วงกลมวงนอกรัศมี เมตรภายในวงกลมถูกแบ่งออกเป็น แดนเท่าๆ
กัน  ผู้เล่นจะต้องยืนอยู่ภายในแดนของตนซึ่งคือพื้นที่วงกลมวงนอกที่ถูกแบ่งออกด้วย
เส้นแบ่งแดนและเส้นขอบวงกลมวงใน ดังรูป
                             
                                                                                          

                            
                  หมายเหตุ  แดนที่เตะลูกแล้วนับคะแนน
                      คือเฉพาะพื้นที่สีขาวเท่านั้น






2.  ผู้เล่น  ผู้เล่นตะกร้อเตะทนวงเล็กมีจำนวน 3  คู่  หรือ 6 คน  แต่ละคู่จะต้องสวมเสื้อ
หมายเลขเดียวกันและยืนอยู่ในแดนตรงข้ามกัน  หมายเลข 1  คู่กับหมายเลข 
หมายเลข 2 คู่กับหมายเลข  2  และ หมายเลข  3  คู่กับหมายเลข 3 )
3.  การแข่งขัน 
         3.1  ผู้เล่นแต่ละชุดมีสิทธิ์เล่นลูกได้จำนวน  โยน  ภายในเวลาไม่เกิน  30  นาที
         3.2  ผู้เล่นแต่ละคู่มีสิทธิ์เล่นลูกไม่เกิน  3  โยน  ภายในเวลาไม่เกิน  10  นาที  เมื่อ
ครบ  3 โยนแล้ว ต้องเปลี่ยนให้คู่อื่นเป็นผู้เล่นต่อไปทันที( กรณีที่ใช้โยนครบ 3 โยนแล้ว
ยังไม่หมดเวลา )   
         3.3  ผู้เล่นมีสิทธิ์พักลูกได้ไม่เกิน 1 ครั้ง ก่อนที่จะโต้ลูกกลับไปให้คู่ของตน
4.  การนับคะแนนการเล่น
         4.1  การโต้ลูกที่ถูกต้อง  ครั้ง นับ 1 คะแนน เว้นแต่การโต้ลูกที่มาจากการโยน
ของคู่ไม่นับเป็นคะแนน
         4.2  ลูกตาย  ได้แก่                 
                ลูกตกถูกพื้นสนาม
                -  ลูกถูกมือหรือแขนทั้งเจตนาและไม่เจตนา
                -  ลูกที่ผู้ตัดสินให้สัญญาณหยุดการแข่งขัน เช่น หมดเวลา  ครบจำนวนโยน  เป็นต้น
                -  ลูกที่ผู้เล่นกระทำผิดกติกาการแข่งขันที่ได้กำหนดไว้ทั้งหมด
         4.3  ลูกที่ไม่นับคะแนนแต่ไม่ถือเป็นลูกตาย ได้แก่
                -  ผู้เล่นโต้ลูกจากแดนที่ไม่นับคะแนน หรือโต้ผิดแดน
                -  ผู้เล่นโต้ลูกในขณะเหยียบเส้นรอบวงหรือเส้นแบ่งแดน
                -  ผู้เล่นคู่อื่นช่วยโต้ลูกให้ เพื่อการแก้ไขการเล่น
5.  การนับผลการแข่งขัน
         5.1  ชุดที่ทำจำนวนลูกได้มากที่สุดเป็นผู้ชนะ
         5.2  ถ้าจำนวนลูกเท่ากัน ชุดที่ใช้โยนน้อยกว่าเป็นผู้ชนะ
         5.3  ถ้าจำนวนลูกและจำนวนโยนเท่ากัน ชุดที่ใช้เวลาน้อยกว่าเป็นผู้ชนะ
         5.4  ถ้าจำนวนลูก จำนวนโยน และเวลาเท่ากันหมด ให้ทำการแข่งขันใหม่
                ชุดละ 1 โยนในเวลา 5  นาที


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น